#อัตราดอกเบี้ย

#MacroVocab

อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหนึ่งของธนาคารกลาง ในการนำมาใช้เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง หรือลดสภาพคล่อง ทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยเป็นตัวกำหนด ‘ราคา’ หรือ ‘ค่าใช้จ่าย’ ทางการเงิน หรือแปลง่ายๆ ว่า หากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินจะแพงขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้เงินมาจะแพงขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น หากอัตราดอกเบี้ย 0% เราสามารถซื้อ Iphone ด้วยเงินผ่อนได้โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าสินค้า เราสามารถรักษาสภาพคล่องทางการเงินของเราต่อไปได้อีกหลายเดือน มีเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นก่อนโดยไม่ต้องห่วงเรื่องดอกเบี้ย แต่ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยเป็น 2% แปลว่าการซื้อ Iphone ของเราด้วยเงินผ่อน นอกจากจะต้องเสียค่าสินค้าแล้ว ยังจะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มอีกด้วย 

เพื่อแลกกับการซื้อ Iphone โดยไม่มีดอกเบี้ย แปลว่าเราต้องซื้อเงินสด ซึ่งต้องจ่ายเงินเดี๋ยวนั้น และเราสูญเสียสภาพคล่องทางการเงินของเราไปเลยในเดี๋ยวนั้น และไม่อาจเอาเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้เลย 

นี่คืออำนาจของอัตราดอกเบี้ย ดอกเบี้ยสูงแปลว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น สภาพคล่องทางการเงินลดลง นำมาซึ่งการใช้จ่ายสินค้าที่ลดลง เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลง ในขณะที่หากดอกเบี้ยต่ำลง แปลว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง สภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้น นำมาซึ่งความสามารถในการใช้จ่ายซื้อสินค้าได้มากขึ้น เศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มขยายตัวขึ้น 

เพราะเหตุนี้ ยามที่ธนาคารกลางต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารกลางจะทำนโยบาย ‘ลด’ อัตราดอกเบี้ย ในขณะที่หากธนาคารกลางต้องการกดเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง ธนาคารกลางจะ ‘เพิ่ม’ อัตราดอกเบี้ย

Macro Vocab Essentials: พันธบัตรรัฐบาล

#พันธบัตรรัฐบาล

#MacroVocab

พันธบัตรรัฐบาล เป็นตราสารหนี้ที่รัฐบาลออกมาเพื่อขอกู้เงินจากประชาชน จะในประเทศก็ดี ต่างประเทศก็ดี 

พันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ คนรวยที่มีเงินมากจนเกินความคุ้มครองของรัฐบาลจากการฝากเงินธนาคาร จะมองพันธบัตรเทียบเท่ากับเงินสด เพราะพันธบัตรมีสภาพคล่องสูง มีอัตราดอกเบี้ย และมีความผันผวนที่ต่ำ ที่สำคัญ พันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินปลอดภัย เพราะทุกคนเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่ผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งเครดิตเรตติ้งของรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ AA+ ซึ่งเป็นเรตติ้งที่กองทุนที่ต้องการความปลอดภัยทั่วโลกต่างต้องการ อีกทั้งพันธบัตรสหรัฐยังมีบทบาทเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศด้วย ความใหญ่ของตลาดพันธบัตรที่ใหญ่มหาศาล จึงทำให้ตลาดพันธบัตรเป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของระบบการเงินไปโดยปริยาย

ส่วนประกอบที่สำคัญของพันธบัตร คือ มีอายุพันธบัตร ราคาหน้าตั๋ว และมีอัตราดอกเบี้ย

เช่น รัฐบาลออกพันธบัตรอายุ 5 ปี ราคา 100 บาท อัตราดอกเบี้ย 2% แปลว่า ถ้าเราซื้อพันธบัตรชนิดนี้ คือการที่เราเอาเงิน 100 บาท ให้รัฐบาลยืม โดยที่เราได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี ทุกปี โดยรัฐบาลมีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยเรา ในฐานะที่เราเป็นเจ้าหนี้ ทั้งนี้ เราจะได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี ไปจนกระทั่งครบปีที่ 5  เราจึงสามารถเอาพันธบัตรนั้นไปไถ่ถอน เอาเงินต้น 100 บาทคืนจากรัฐบาลได้ 

ที่ต้องเข้าใจส่วนประกอบเหล่านี้เพราะอะไร ?? 

สาเหตุเป็นเพราะ ส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้มีความสำคัญมาในแง่ของการเข้าใจการวิ่งของราคา ผลตอบแทน และความเสี่ยง

1 อายุของพันธบัตร หรือ duration  เป็นตัวบอกกรอบเวลาในการลงทุน และความเสี่ยงที่แตกต่างกันบนกรอบเวลาที่ต่างกัน โดยปกติ ยิ่งถือทรัพย์สินในการลงทุนระยะยาวเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็จะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น การลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น จึงมีความเสี่ยงที่แตกต่างจากพันธบัตรระยะยาว และส่งผลต่อผลตอบแทนที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา 

ในยามปกติ ผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังได้จากอายุของพันธบัตร เนื่องจากพันธบัตรระยะยาวมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรระยะสั้น นักลงทุนจึงคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรระยะสั้น ในขณะที่พันธบัตรระยะสั้น ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่า และมีสภาพคล่องที่สูงกว่า จะมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าพันธบัตรระยะยาว

2. ราคาหน้าตั๋ว หรือเรียกสั้นๆ ว่า ราคาพันธบัตร  หมายถึง มูลค่าของตราสารหนี้ที่ใช้ซื้อขาย เวลารัฐบาลออกพันธบัตร ราคาหน้าตั๋ว 100 บาท หมายความว่าหากเราต้องการซื้อพันธบัตร เราต้องใช้เงิน 100 บาทซื้อพันธบัตรนี้ ทั้งนี้ ราคาพันธบัตรจะเปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย 

เนื่องจากราคาพันธบัตรมีการเปลี่ยนแปลงในทุกวันตามอัตราดอกเบี้ย ราคาพันธบัตรจึงมีการคำนวณใหม่ทุกวัน ซึ่งจะมีผลต่อผู้ที่ลงทุนบนกองทุนพันธบัตรซึ่งจะต้องมีการคำนวณมูลค่าของกองทุนในยามสิ้นวันทุกวัน จึงไม่สามารถพูดได้ว่าการลงทุนในกองทุนพันธบัตรรัฐบาลนั้นไม่มีความเสี่ยง แต่สำหรับผู้ที่ถือพันธบัตรจริงๆ ที่สามารถนำไปไถ่ถอนคืนได้เมื่อพันธบัตรครบกำหนดอายุ ผู้ถือพันธบัตรประเภทนี้อาจไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของราคาพันธบัตรในแต่ละวัน ตราบใดที่ลูกหนี้ (ผู้ออกตราสาร – รัฐบาล) ยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้

ดังนั้น ผู้ลงทุนต้องเข้าใจความเสี่ยงบนผลิตภัณฑ์ที่เราลงทุน ว่าเราลงทุนบนพันธบัตรจริงๆ หรือกองทุนพันธบัตร เพราะการคิดเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน 

3. อัตราดอกเบี้ย คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร หากพันธบัตรราคา 100 บาท อัตราดอกเบี้ย 2% หมายถึง หากเราต้องการลงทุนพันธบัตร เราต้องซื้อพันธบัตรในราคา 100 บาท จากรัฐบาล (เราเอาเงินในรัฐบาลกู้ 100 บาท) โดยเรา ในฐานะเจ้าหนี้ จะได้ผลตอบแทนจากรัฐบาล 2% ต่อปี 

อัตราดอกเบี้ยสำคัญอย่างไรในตลาดพันธบัตร ?? 

เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรมีความสัมพันธ์กัน โดยหากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง ตรงข้าม หากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลง ราคาพันธบัตรจะสูงขึ้น ดังนั้น สำหรับผู้ที่ลงทุนบนกองทุนพันธบัตรจึงมีความสำคัญมากในแง่ของการคาดการณ์ราคาพันธบัตร ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ในยามที่อัตราดอกเบี้ยปรับลง กองทุนพันธบัตรจะมี NAV เพิ่มขึ้น และยามอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น NAV จะลดลง

เบื้องหลังกลไกราคาของพันธบัตร มาจากเรื่องของ ความต้องการซื้อ และ ความต้องการขาย พันธบัตร ที่แตกต่างกัน บนอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกัน 

พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ในยามที่อัตราดอกเบี้ยขึ้น นักลงทุนย่อมคาดหวังผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น พันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนต่ำจึงถูกเทขาย เพื่อไปซื้อพันธบัตรใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า  ยกตัวอย่างเช่น หากเราถือพันธบัตรราคา 100 บาท ที่ให้ผลตอบแทน 2% ในช่วงเวลาที่ผลตอบแทนพันธบัตรในตลาด ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 3% หากเราต้องการขายพันธบัตรของเราในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยตลาด 3% เราไม่มีทางขายพันธบัตรเราออกถ้าเราไม่ลดราคาพันธบัตรของเราลงเพื่อให้ผู้ซื้อได้ผลตอบแทนที่ 3% เท่ากับผลตอบแทนในตลาด 

ในทางกลับกัน ในยามที่ดอกเบี้ยลง หากเราถือพันธบัตรราคา 100 บาท ที่ให้ผลตอบแทน 2% แต่ในตลาดให้ผลตอบแทนเพียง 1% หากมีคนอยากซื้อพันธบัตรของเรา เราก็จะไม่มีทางขายพันธบัตรในราคา 100 บาทเด็ดขาด เพราะพันธบัตรของเราให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด หากผู้ซื้ออยากซื้อจริงๆ เขาจะต้องเสนอราคาซื้อที่สูงกว่า 100 บาท เพื่อจูงใจให้เราอยากขายพันธบัตรในยามที่การหาผลตอบแทนในตลาดยากขึ้น 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยมีความสำคัญมากต่อการลงทุนในตลาดพันธบัตร และเพราะตลาดพันธบัตรมีขนาดใหญ่มาก การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสามารถเคลื่อนที่เงินจำนวนมากให้ เข้า หรือ ออก จากตลาดพันธบัตรได้ เมื่อใดก็ตาม เงินเคลื่อนที่เข้าพันธบัตร (อัตราดอกเบี้ยขาลง) มันมักจะหมายถึงการเคลื่อนย้ายเงินจากสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่า เช่น หุ้น ให้กลับไปที่สินทรัพย์ซึ่งความเสี่ยงต่ำกว่าอย่างพันธบัตร และเมื่อใดก็ตาม ที่เงินเคลื่อนที่ออกจากพันธบัตร (อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น) มันมักจะหมายถึงช่วงเวลาที่นักลงทุนกำลังตามหาผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตร และสามารถรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้เพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า หุ้นจึงมักจะขึ้นในยามที่เงินเคลื่อนที่ออกจากพันธบัตร 

Macro Vocab Essentials: Yield Curve / เส้นผลตอบแทน

#Yield Curve 

#เส้นผลตอบแทน 

#MacroVocab

#Invert Yield Curve

Yield Curve หรือ เส้นผลตอบแทน คือ เส้นของผลตอบแทนในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เป็นตัวสะท้อนความรู้สึกของนักลงทุนที่มีต่อความเสี่ยงในการลงทุน #พันธบัตร รัฐบาล

เนื่องจาก #พันธบัตร เป็นตราสารหนี้ที่มีกรอบเวลาการลงทุนที่หลากหลาย เช่น พันธบัตรระยะสั้น ลงทุนบนกรอบเวลาไม่เกิน 1 ปี พันธบัตรอายุ 2 ปี 5 ปี 10 ปี ไปจนถึง 30 ปี เป็นต้น ดังนั้นตลาดจึงสามารถมีมุมมองผลตอบแทนที่แตกต่างออกไปตามระยะเวลาพันธบัตร และเนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลที่ขึ้นอยู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ จึงพลอยทำให้ Yield Curve เป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เห็นภาพความคาดหวังต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตได้

ทั้งนี้ ลักษณะของ Yield Curve สามารถแบ่งออกเป็นประเภทได้ดังนี้ 

A picture containing diagram

Description automatically generated

Pic Cr. : colotrust.com 

  1. Normal Yield Curve 

Yield Curve ในสภาวะปกติ เนื่องจากนักลงทุนมองเรื่องความเสี่ยงตามระยะเวลาการลงทุน ดังนั้น ในยามปกติ อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะสั้น จะต่ำกว่าพันธบัตรระยะยาว 

  1. Flat Yield Curve

ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวจนมีลักษณะคล้ายเส้นตรง กล่าวคือ ผลตอบแทนระหว่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวมีความใกล้เคียงกัน 

  1. Inverted Yield Curve

ลักษณะของ Inverted Yield Curve คือลักษณะของความผิดปกติ กล่าวคือ ผลตอบแทนระยะสั้น สูงกว่าผลตอบแทนระยะยาว หากพูดให้เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายกว่านั้น มันคือสถานการณ์ที่การฝากเงินประจำระยะยาว ให้ดอกเบี้ยที่น้อยกว่าออมทรัพย์นั่นเอง ซึ่งการเกิด Inverted Yield Curve เป็นการสะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่มีความเห็นว่าเศรษฐกิจอาจเกิดสภาวะถดถอย (Recession) ได้

ตัวอย่างเพื่อทำความเข้าใจ 

Chart, line chart

Description automatically generatedPic Cr. : Wikipedia

จากภาพ เราจะเห็นว่าแกน X คืออัตราดอกเบี้ย หรือเรียกว่า อัตราผลตอบแทน ก็ได้ ส่วนแกน Y คือระยะเวลาของพันบัตร 

  • เส้นสีแดง แทน Yield Curve หรืออัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่มีการซื้อขายกันในวันที่ 10 กรกฎาคม ปี 2000 

จะเห็นได้ว่าเส้นสีแดงมีลักษณะที่เป็น Inverted Yield Curve อย่างชัดเจน นี่เป็นตลาดก่อนเหตุการณ์ฟองสบู่ Dot Com แตก โดยอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 2 ปี ถึง 30 ปี มีลักษณะที่ผิดปกติ โดยอัตราดอกเบี้ย 2 ปี มีผลตอบแทนมากกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 5 ปี 10 ปี และ 30 ปี ก่อนที่ในที่สุดจะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยจริงๆ 

  • เส้นสีส้ม แทน Yield Curve หรืออัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่มีการซื้อขายกันในวันที่ 22 ตุลาคม ปี 2007

ตุลาคม 2007 ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ตลาดเริ่มได้กลิ่นความไม่แน่นอนของตลาดหลังจาก Bear Stearns เริ่มมีปัญหาเรื่องพันธบัตรสินเชื่อบ้าน พันธบัตรอายุ 3 เดือนและ 2 ปี เกิดการ inverted ซึ่งกันและกัน แต่พันธบัตรระยะยาวกว่านั้นยังอยู่ในสถานการณ์ปกติ เราสามารถอ่านได้ว่าตลาดเริ่มมีความไม่มั่นใจในสภาวะเศรษฐกิจอันใกล้ แต่ยังคิดว่าในระยะที่ยาวกว่า 2 ปี เศรษฐกิจน่าจะมีการเจริญเติบโต

นอกจากนั้น อาจจะมองได้อีกอย่างหนึ่ง คือตลาดเห็นความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น จึงเห็นความน่าจะเป็นที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพื่อช่วยเหลือตลาด และ Fed ก็ได้เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยจริงๆ ในเดือนกันยายน 

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่า Fed ลดอัตราดอกเบี้ยตามความคิดเห็นของตลาด แต่ตลาดมีหน้าที่ต้องคาดการณ์สิ่งที่เกิดในอนาคตข้างหน้า ดังนั้น ตลาดจึงมักจะ ‘Front Run’ หรือมีพฤติกรรมนำหน้านโยบายทางการเงินโดยธนาคารกลางอยู่เสมอ

  • เส้นสีเขียว แทน Yield Curve หรืออัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่มีการซื้อขายกันในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปี 2011 

ปี 2011 เป็นช่วงหลัง Hamburger Crisis ซึ่งผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเนื่องจาก Fed ดำเนินนโยบายกดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0 รวมไปถึงทำนโยบาย QE ที่เป็นการเข้าซื้อพันธบัตรในตลาด ดังนั้น ช่วงปี 2011 จึงเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการขยายตัว เราจึงได้เห็นว่า Yield Curve มีลักษณะที่เป็นปกติ คืออัตราดอกเบี้ยในระยะยาวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 

แต่สิ่งที่ต้องสังเกตคือ ลักษณะ Yield Curve มีความชันที่มากกว่าธรรมดา กล่าวคือ ยิ่งอายุพันธบัตรยิ่งมาก อัตราผลตอบแทนยิ่งสูง  นี่คือลักษณะสัญญาณที่บอกว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัวที่มากกว่าปกติ ซึ่งส่วนมากสภาวะแบบนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เศรษฐกิจจึงมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เร็วกว่าในสภาวะปกติ 

  • เส้นสีน้ำเงิน แทน Yield Curve หรืออัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่มีการซื้อขายกันในวันที่ 31 มกราคม ปี 2018 

จากรูป เป็น Yield Curve ที่มีลักษณะปกติ คืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวมากกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยังคงมองว่าเศรษฐกิจยังสามารถเจริญเติบโตได้

อย่างไรก็ดี Yield Curve นั้นเคลื่อนไหวทุกวัน และตลอดเวลา ดังนั้น การอ่านความหมายของ Yield Curve ไม่ใช่แค่การอ่านความหมายเฉพาะในแต่ละวัน แต่การอ่าน Yield Curve ให้มีประสิทธิภาพ ต้องอ่าน ‘การเคลื่อนไหว’ ของ Yield Curve ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 

ตัวอย่างเช่น Yield Curve เส้นสีเขียวในปี 2011 นั้นมีลักษณะชันกว่า Yield Curve สีน้ำเงิน ย่อมหมายถึง หลังจากเมื่อเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเวลาผ่านไป ลักษณะของ Yield Curve นั้นมีลักษณะที่ ‘Flat’  หรือ แบนราบ มากขึ้น จึงแปลว่าเศรษฐกิจมีการเติบโตบนความเร่งที่ลดลง 

และหากเวลาผ่านไป Yield Curve มีลักษณะที่แบนราบมากขึ้นไปอีก ย่อมเป็นความหมายว่าตลาดเห็นเศรษฐกิจที่เติบโตลดลงเรื่อยๆ 

Chart, line chart

Description automatically generated

จากภาพ เป็นผลต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 2 ปีและ 10 ปี ซึ่งในปี 2019 มีผลต่างแตะที่ 0% 

ในขณะที่เดือนมกราคม 2018 ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ยังให้ผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตรอายุ 2 ปี แต่ในเดือนกันยายน ปี 2019 ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี กลับไม่แตกต่างจากพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งแปลว่า Yield Curve เมื่อเทียบพันธบัตร 2 และ 10 ปี มีลักษณะเป็นเส้นตรง หรือ ‘แบนราบ’ อย่างสนิท ก่อนที่จะเริ่ม inverted คือผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ต่ำกว่า 2 ปี หลังจากนั้นอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง 

ดังนั้น Yield Curve จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้เราสามารถอ่านแนวโน้มของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจเรื่องราวภาพรวมได้ล่วงหน้า ไม่เกิดความตื่นตกใจเวลาเกิดตลาดตื่นตระหนก ถือเป็นเครื่องมือที่ดีมากที่สุดตัวหนึ่งในการอ่าน ‘แนวโน้ม’ ของเศรษฐกิจและตลาด 

admin Macro World

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น