จากตลาดกระทิง สู่ตลาดหมี

จากตลาดเขียว กลายเป็นตลาดแดงเดือด

อะไรนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงนี้ 

มาถึงวันนี้ ทุกคนที่อยู่ในตลาดน่าจะแน่ใจกันหมดแล้ว ว่าในช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาของตลาดหมีอย่างชัดเจน สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทถูกเทขาย โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงจัดๆ ไม่ว่าจะเป็นคริปโตเคอเรนซี่ หรือหุ้นเทคโนโลยี ต่างก็เป็นทรัพย์สินที่ถูกเทขายออกมาอย่างรุนแรง 

ไม่เพียงเท่านั้น สินทรัพย์เสี่ยงที่เสี่ยงน้อยกว่า หรือเสี่ยงน้อยมาก ในสายตาของนักลงทุนอย่าง ทองคำ หุ้นกู้บริษัทดีๆ ไปจนถึงพันธบัตรรัฐบาล ต่างก็ถูกเทขายเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า นอกจากเงินสดแล้ว ก็ดูเหมือนว่าในเวลานี้จะไม่มีใครอยากถือความเสี่ยงไว้เลย 

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน ??

 จุดเปลี่ยนในตลาดเริ่มต้นขึ้นในวันที่ Fed หรือ ธนาคารกลางสหรัฐ เริ่มมีการเปลี่ยนนโยบาย จากที่ให้ความเห็นว่าเงินเฟ้อเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ในที่สุด ในเดือนพฤศจิกายน 2021  Fed นำโดย Jerome Powell ก็ให้ความเห็นใหม่ ว่าเงินเฟ้อไม่ได้เป็นเรื่องเพียงชั่วคราว (Transitory) อีกต่อไป นำมาสู่การปรับนโยบายทางการเงิน จากผ่อนคลายทางการเงิน กลายเป็นนโยบายที่แข็งกร้าวมากขึ้นในเวลาต่อมา 

นอกจากนั้น ในฟากนโยบายทางการคลัง ก็มีการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลงตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลสหรัฐมีการอัดฉีดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ปี 2021 กลับเป็นช่วงเวลาที่ตรงกันข้ามบนการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล 

Chart

Description automatically generated

เมื่อแนวทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ เปลี่ยนจากผ่อนคลายเป็นแข็งกร้าว และเงินที่ถูกอัดฉีดผ่านรัฐบาลสหรัฐลดลง สิ่งที่ตามมาคือการรับรู้ความเสี่ยงในตลาดเปลี่ยนไปตามลำดับ

ทุกผลลัพธ์ ย่อมมีเหตุ 

เรื่องราวในตลาดทุน ไม่มีเรื่องไหนที่บังเอิญ ทุกเรื่องล้วนมีเหตุ ก่อนที่ผลจะตามมา 

ที่สำคัญที่สุด ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจและตลาดทุน ทุกเรื่องล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เมื่อสิ่งหนึ่งกระทบ อีกสิ่งย่อมถูกกระทบด้วย จากนั้นก็กระทบไปถึงเรื่องอื่นๆ โดยอัตโนมัติ ราวกับปรากฏการณ์โดมิโน่ 

อย่างไรก็ดี แม้ทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจ แต่ละสถานการณ์จะเกิดขึ้นจะไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่บางครั้ง… หรือหลายๆ ครั้ง บางเรื่องที่ควรจะเห็น ไม่ได้แปลว่าทุกคน โดยเฉพาะ Policy maker จะเห็น 

ในครั้งนี้ หากถามว่า สิ่งที่ควรจะเห็น แต่ Policy Maker ไม่เห็น และเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดก็คืออะไร คำตอบนั้นคือ เงินเฟ้อ 

ในอดีตที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2008 ซึ่ง Fed เริ่มดำเนินนโยบาย QE เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจสหรัฐจากวิกฤติสินเชื่อบ้าน สิ่งที่โลกเราเผชิญ ธนาคารกลางทั่วโลกเผชิญ ก็คือสถานการณ์ที่โลกของเรามีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ เมื่อเทียบกันปีต่อปี อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอยู่ในเลเวลที่ธนาคารกลางยอมรับได้ ก็คืออยู่ในช่วงระหว่าง 1-3% ต่อปี ซึ่งตัวเลขที่ธนาคารกลางทั่วโลกต้องการคือตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ 2% 

อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกามีความสามารถผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการได้เป็นบางครั้ง แต่หลายๆ ครั้ง อัตราเงินเฟ้อสหรัฐก็มีบางปีที่อยู่ในโซน 0-1% ในขณะเดียวกัน ประเทศอื่นๆ ที่ดำเนินนโยบาย QE หรือนโยบายการเข้าซื้อทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่นก็ดี ยุโรปก็ดี กลับมีปัญหาเรื่องอัตราเงินเฟ้อหนักมาก คืออัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศเหล่านี้อยู่ในโซนติดลบมากกว่าโซนที่เป็นบวก 

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ธนาคารกลางมองว่า การทำ QE ไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่ทำ QE โลกเราก็ไม่เคยอยู่ในสภาวะที่เงินเฟ้อสูงจนมีปัญหา กลับกัน การจะผลักดันให้เงินเฟ้อเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YOY) มีตัวเลขถึง 2% กลับเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับธนาคารกลางหลายแห่ง และในเมื่อการทำ QE ไม่ได้ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ธนาคารกลางอย่างเช่น Fed จึงมองว่าตัวเลขเงินเฟ้อนั้นเป็นเรื่องแค่ชั่วคราวเท่านั้น 

แต่สิ่งที่ Fed ลืมมอง หรือมองข้ามไป คือ …. Fed ไม่ใช่คนเดียวที่อัดฉีดเงินผ่านการซื้อทรัพย์สินระยะยาว แต่ฟากรัฐบาล นับตั้งแต่เกิดการ Lock down ทางเศรษฐกิจที่สืบเนื่องมาจากโควิด 19 รัฐบาลมีการอัดฉีดเงินลงมาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการแจกเงินสู่มือประชาชนโดยตรง เมื่อเงินถึงมือประชาชนโดยตรง ประชาชนจึงมีเงินในกระเป๋าเพิ่มเพื่อใช้จ่ายในทันที ท่ามกลางสินค้าและบริการที่ลดน้อยลงเนื่องจากการล็อคดาวน์ ทำให้สูญเสียความสมดุลระหว่างเงินในกระเป๋าประชาชนที่ต้องการซื้อ (Demand) กับความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการออกมาขาย (Supply) เมื่อ Demand เยอะ แต่ Supply ลดลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นบนการขาดแคลน Supply นั่นเอง

Chart, treemap chart

Description automatically generated

เมื่อธนาคารกลางต้องสู้กับเงินเฟ้อ

เดือนพฤศจิกายน 2021 ในที่สุด Fed ก็เปลี่ยนน้ำเสียง จากที่เคยยืนยันว่าเงินเฟ้อนั้นเป็นเรื่องแค่ชั่วคราว ก็เปลี่ยนเป็น เงินเฟ้อนั้นสูงเกินไป และเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ต้องจัดการ 

เป้าหมายของ Fed เปลี่ยนไป จากที่เคยมีเป้าหมายว่าเศรษฐกิจจะต้องเติบโต ก็กลายเป็น Fed จะต้องดูแลเรื่องเงินเฟ้อ และดูแลเรื่องราคาสินค้าให้มีเสถียรภาพ ไม่ให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น เมื่อเป้าหมายเปลี่ยน แน่นอนว่านโยบายก็ย่อมต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพื่อดูแลเงินเฟ้อ Fed จึงเปลี่ยนนโยบายการเงิน จากนโยบายผ่อนคลาย สู่นโยบายแข็งกร้าว จากที่เคยกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำอยู่ในระดับ 0 – 0.25% ก็ให้สัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ย ในขณะเดียวกัน การทำ QE หรือการเข้าซื้อทรัพย์สินซึ่งส่งผลให้ Balance Sheet หรือ งบดุล ของ Fed นั้นขยายตัว ก็เปลี่ยนแปลง กลายเป็นค่อยๆ ลดการเข้าซื้อทรัพย์สิน จนกระทั่งมาสู่การหยุดซื้อทรัพย์สิน เพื่อลดขนาดของ Balance Sheet ลง 

นโยบายเหล่านี้ของ Fed ทำให้ต้นทุนทางการเงินในตลาดเพิ่มมากขึ้น ต้นทุนทางการเงินกระทบสิ่งต่างๆ มากมายในตลาด ตั้งแต่กระทบผลกำไรของบริษัทที่ลดลงเพราะต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนการ Refinance บ้านอันเนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กระทบต้นทุนการ Refinance หนี้ของบริษัทเอกชนที่ต้องการเงินใหม่มาใช้หนี้ก้อนเก่า ไปจนถึงกระทบความเสี่ยงของตลาดทุน เพราะจะไม่มี Fed เป็นผู้ช่วยพยุงตลาดเหมือนในวันวารอีกต่อไป

มาถึงวันนี้ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว 3 ครั้ง นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 เป็นต้นมา จากอัตราดอกเบี้ยที่เคยอยู่ในระดับ 0-0.25% ก็ขึ้นมาเป็น 1.5-1.75%  และที่เคยซื้อทรัพย์สินและเพิ่มขนาด Balance sheet ก็กลายเป็นหยุดซื้อ และวางแผนจะลดขนาด Balance sheet ให้ได้ 47.5 billion ต่อเดือน ก่อนจะเพิ่มขนาดการลดเป็น 95 billion ต่อเดือนในเดือนกันยายนนี้  

ผลของนโยบาย ทำให้พันธบัตรถูกเทขายล่วงหน้าเพื่อ price in อัตราดอกเบี้ยที่จะปรับสูงขึ้นในอนาคต สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขายทั้งกระดาน โดยเฉพาะทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นเทคโนโลยีและคริปโตเคอเรนซี่ หรือแม้แต่หุ้นกู้ก็ถูกขายออกมาเช่นเดียวกัน ในขณะที่ดอลล่าร์กลับแข็งค่าขึ้นอย่างมาก ซึ่งการแข็งของดอลล่าร์เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่าตอนนี้ สภาพคล่องของดอลล่าร์อยู่ในสภาวะที่ตึงตัวอย่างมาก ตอนนี้ตลาดไม่ได้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเงินอย่างในช่วงโควิด ที่มีทั้งธนาคารกลางสหรัฐและรัฐบาลสหรัฐอุดหนุนอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้าม ทุกสัญญาณกำลังบอกว่า ทุกคนกำลังทิ้งสินทรัพย์ทุกประเภท แล้วเดินไปหาเงินสด โดยเฉพาะดอลล่าร์ ในฐานะทรัพย์สินที่มีความปลอดภัยสูงสุดในยามนี้ 

admin Macro World

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น