Blackbox4.0

[03.04.2023]Global Market Diary : EP13 // Fed อ้างว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง คำกล่าวนี้จริงแค่ไหน ??

ท่ามกลางความขลุกขลักของระบบการเงินโลกวันนี้ สาเหตุสำคัญนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเพราะธนาคารกลางหลักของโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินที่ตึงเครียดมากขึ้นด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว จาก 0% มาสู่ 4.75-5% ภายในระยะเวลา 1 ปี เรียกได้ว่าในประวัติศาสตร์นโยบายทางการเงินของสหรัฐอเมริกา ครั้งนี้นับว่าขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างดุเดือดที่สุด ทั้งนี้ หนึ่งในตัวเลขที่สนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) สามารถดำเนินนโยบายแบบนี้ได้เป็นเพราะตัวเลขการว่างงานที่นับได้ว่าต่ำเป็นประวัติการณ์

คำถามที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งอย่างที่ Fed กล่าวอ้างตามตัวเลขอัตราการว่างงานจริงหรือไม่ เพราะนักวิเคราะห์ทั้งตลาดต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตัวเลขการว่างงานนั้นเป็นตัวเลขที่นับว่าเป็น Lagging Indicator หรือตัวชี้วัดที่มาช้าที่สุด ในการที่จะโชว์ให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่กันแน่ เพราะที่ผ่านมา ก่อนการเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตัวเลขอัตราการว่างงานจะถึงจุดต่ำสุด จากนั้น เมื่อเศรษฐกิจเริ่มถดถอย อัตราการว่างงานถึงค่อยพุ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากรูปภาพด้านล่าง

ในขณะนี้ มีสัญญาณหลายอย่างมากที่บ่งบอกว่าสหรัฐกำลังเข้าสู่สภาพวะที่เศรษฐกิจเริ่มหดตัวลง การล้มลงของธนาคารเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสภาพคล่องทางการเงินบนภาพประชาชนและธุรกิจกำลังเผชิญกับปัญหา เพราะธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารขนาดกลางถึงเล็ก ที่ให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจรายย่อย กำลังอยู่ในช่วงระมัดระวังตัวอย่างสูง สืบเนื่องมาจากประชาชนพากันทยอยถอนเงินไปสู่ธนาคารใหญ่บ้าง หรือถอนเงินเพื่อเอาไปฝากในกองทุน money market fund ที่ลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าบ้าง 

Bloomberg ให้ข่าวว่าธนาคารขนาดเล็กต้องเผชิญกับเงินฝากที่ไหลออกไปถึง 109,000 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐในสัปดาห์เดียว ในขณะที่กองทุนที่พากันเอาเงินไปฝาก Fed ผ่าน Reverse Repurchasing Agreement Facility เพื่อได้อัตราดอกเบี้ย (คือการที่สถาบันทางการเงินนำเงินมาฝากไว้ที่ Fed และได้ดอกเบี้ยกลับไป) เราจะเห็นได้ชัดเจนผ่านงบดุลของ Fed ว่าเงินไหลเข้ามาที่ Fed จำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา 

Cr : Bianco Research // twitter@biancoresearch  

ดังนั้น แม้ว่า Fed จะมีเครื่องมือสำหรับธนาคารเพื่อจัดหาสภาพคล่องทางการเงินให้ แต่เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูง แปลว่ายิ่งธนาคารมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ แปลว่าธนาคารกำลังอยู่ในสภาวะที่ลำบากเป็นอย่างมาก จนต้องใช้แหล่งเงินสดที่มีต้นทุนสูง และย่อมหมายความว่า โอกาสที่ธนาคารจะปล่อยกู้ง่ายๆ นั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้าม โอกาสที่ธนาคารต้องดึงสภาพคล่องกลับผ่านการลดการให้สินเชื่อนั้นมีโอกาสมากกว่า ซึ่งหมายถึงบนเศรษฐกิจรากฐานนั้นจะได้รับผลกระทบเรื่องสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้นเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบธนาคาร 

และจากผลการสำรวจบรรดา CFO ก่อนเกิดเหตุการณ์ล้มลงของธนาคาร SVB เห็นได้ชัดว่าบริษัทต่างๆ ล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาวะรัดเข็มขัดเพราะสภาพคล่องทางการเงินหดตัว ไม่สามารถจะลงทุนได้มากนักอยู่แล้ว การเกิดเรื่องกับธนาคาร ยิ่งมีแนวโน้มจะทำให้เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปได้อีก 

Cr : https://dimartinobooth.substack.com/p/the-daily-feather-from-financial 

ในขณะที่ตัวเลขการว่างงาน แม้ในปัจจุบันยังเป็นตัวเลขที่ดูแข็งแรง แต่ตอนนี้เรากลับเริ่มเห็นคลื่นใต้น้ำบ้างแล้ว จากตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรลดลงเรื่อยๆ 

ที่พี้คคือในปีนี้ การจ้าง Chief Financial Officer (CFO) ของบริษัทมีการเติบโตที่ต่ำมากจนน่าใจหาย 

Cr : https://dimartinobooth.substack.com/p/the-daily-feather-from-financial 

ดังนั้น บทสรุปของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในขณะนี้คือค่อนข้างแน่นอนทีเดียวว่าจะต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ว่าตัวเลขต่างๆ จะแสดงอย่างชัดเจนเมื่อไหร่ 

เพราะเมื่อเราได้เห็นตัวเลขการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างชัดเจน เมื่อนั้นก็จะเป็นโจทย์สำคัญของ Fed ว่าจะมีนโยบายทางการเงินอย่างไรต่อไป ซึ่งระหว่างนั้น เป็นที่น่าท้าทายทีเดียวสำหรับตลาด ว่าจะพากันเทขายเพื่อลดความเสี่ยงหลังจากได้เห็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ หรือว่าตลาดจะพากันแรลลี่จาก ‘ข่าวร้ายกลายเป็นข่าวดี’ 

แต่เราต้องห้ามลืมเป็นอันขาด ว่าหากถึงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยจริงๆ คนที่จะโดนหนักคือ Real Sector คือภาคประชาชนและภาคธุรกิจจริงๆ เราอาจจะได้เห็นตราสารต่างๆ ในตลาด โดยเฉพาะพันธบัตรสินเชื่อต่างๆ มีมูลค่าที่ลดลงจากสภาวะหนี้เสียในระบบเศรษฐกิจ ซ้ำรอยวิกฤติปี 2008 

และหากเกิดสภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ข่าวร้ายอาจจะเป็นข่าวร้ายกับตลาดจริงๆ แม้สุดท้าย Fed จะต้องกลับนโยบายทางการเงินจากแข็งกร้าวมาสู่ผ่อนคลายอีกครั้งก็ตามที 

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top