พันธบัตรรัฐบาล เป็นตราสารหนี้ที่รัฐบาลออกมาเพื่อขอกู้เงินจากประชาชน จะในประเทศก็ดี ต่างประเทศก็ดี 

พันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ คนรวยที่มีเงินมากจนเกินความคุ้มครองของรัฐบาลจากการฝากเงินธนาคาร จะมองพันธบัตรเทียบเท่ากับเงินสด เพราะพันธบัตรมีสภาพคล่องสูง มีอัตราดอกเบี้ย และมีความผันผวนที่ต่ำ ที่สำคัญ พันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินปลอดภัย เพราะทุกคนเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่ผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งเครดิตเรตติ้งของรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ AA+ ซึ่งเป็นเรตติ้งที่กองทุนที่ต้องการความปลอดภัยทั่วโลกต่างต้องการ อีกทั้งพันธบัตรสหรัฐยังมีบทบาทเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศด้วย ความใหญ่ของตลาดพันธบัตรที่ใหญ่มหาศาล จึงทำให้ตลาดพันธบัตรเป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของระบบการเงินไปโดยปริยาย

ส่วนประกอบที่สำคัญของพันธบัตร คือ มีอายุพันธบัตร ราคาหน้าตั๋ว และมีอัตราดอกเบี้ย

เช่น รัฐบาลออกพันธบัตรอายุ 5 ปี ราคา 100 บาท อัตราดอกเบี้ย 2% แปลว่า ถ้าเราซื้อพันธบัตรชนิดนี้ คือการที่เราเอาเงิน 100 บาท ให้รัฐบาลยืม โดยที่เราได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี ทุกปี โดยรัฐบาลมีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยเรา ในฐานะที่เราเป็นเจ้าหนี้ ทั้งนี้ เราจะได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี ไปจนกระทั่งครบปีที่ 5  เราจึงสามารถเอาพันธบัตรนั้นไปไถ่ถอน เอาเงินต้น 100 บาทคืนจากรัฐบาลได้ 

ที่ต้องเข้าใจส่วนประกอบเหล่านี้เพราะอะไร ?? 

สาเหตุเป็นเพราะ ส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้มีความสำคัญมาในแง่ของการเข้าใจการวิ่งของราคา ผลตอบแทน และความเสี่ยง

1 อายุของพันธบัตร หรือ duration  เป็นตัวบอกกรอบเวลาในการลงทุน และความเสี่ยงที่แตกต่างกันบนกรอบเวลาที่ต่างกัน โดยปกติ ยิ่งถือทรัพย์สินในการลงทุนระยะยาวเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็จะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น การลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น จึงมีความเสี่ยงที่แตกต่างจากพันธบัตรระยะยาว และส่งผลต่อผลตอบแทนที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา 

ในยามปกติ ผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังได้จากอายุของพันธบัตร เนื่องจากพันธบัตรระยะยาวมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรระยะสั้น นักลงทุนจึงคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรระยะสั้น ในขณะที่พันธบัตรระยะสั้น ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่า และมีสภาพคล่องที่สูงกว่า จะมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าพันธบัตรระยะยาว

2. ราคาหน้าตั๋ว หรือเรียกสั้นๆ ว่า ราคาพันธบัตร  หมายถึง มูลค่าของตราสารหนี้ที่ใช้ซื้อขาย เวลารัฐบาลออกพันธบัตร ราคาหน้าตั๋ว 100 บาท หมายความว่าหากเราต้องการซื้อพันธบัตร เราต้องใช้เงิน 100 บาทซื้อพันธบัตรนี้ ทั้งนี้ ราคาพันธบัตรจะเปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย 

เนื่องจากราคาพันธบัตรมีการเปลี่ยนแปลงในทุกวันตามอัตราดอกเบี้ย ราคาพันธบัตรจึงมีการคำนวณใหม่ทุกวัน ซึ่งจะมีผลต่อผู้ที่ลงทุนบนกองทุนพันธบัตรซึ่งจะต้องมีการคำนวณมูลค่าของกองทุนในยามสิ้นวันทุกวัน จึงไม่สามารถพูดได้ว่าการลงทุนในกองทุนพันธบัตรรัฐบาลนั้นไม่มีความเสี่ยง แต่สำหรับผู้ที่ถือพันธบัตรจริงๆ ที่สามารถนำไปไถ่ถอนคืนได้เมื่อพันธบัตรครบกำหนดอายุ ผู้ถือพันธบัตรประเภทนี้อาจไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของราคาพันธบัตรในแต่ละวัน ตราบใดที่ลูกหนี้ (ผู้ออกตราสาร – รัฐบาล) ยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้

ดังนั้น ผู้ลงทุนต้องเข้าใจความเสี่ยงบนผลิตภัณฑ์ที่เราลงทุน ว่าเราลงทุนบนพันธบัตรจริงๆ หรือกองทุนพันธบัตร เพราะการคิดเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน 

3. อัตราดอกเบี้ย คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร หากพันธบัตรราคา 100 บาท อัตราดอกเบี้ย 2% หมายถึง หากเราต้องการลงทุนพันธบัตร เราต้องซื้อพันธบัตรในราคา 100 บาท จากรัฐบาล (เราเอาเงินในรัฐบาลกู้ 100 บาท) โดยเรา ในฐานะเจ้าหนี้ จะได้ผลตอบแทนจากรัฐบาล 2% ต่อปี 

อัตราดอกเบี้ยสำคัญอย่างไรในตลาดพันธบัตร ?? 

เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรมีความสัมพันธ์กัน โดยหากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง ตรงข้าม หากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลง ราคาพันธบัตรจะสูงขึ้น ดังนั้น สำหรับผู้ที่ลงทุนบนกองทุนพันธบัตรจึงมีความสำคัญมากในแง่ของการคาดการณ์ราคาพันธบัตร ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ในยามที่อัตราดอกเบี้ยปรับลง กองทุนพันธบัตรจะมี NAV เพิ่มขึ้น และยามอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น NAV จะลดลง

เบื้องหลังกลไกราคาของพันธบัตร มาจากเรื่องของ ความต้องการซื้อ และ ความต้องการขาย พันธบัตร ที่แตกต่างกัน บนอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกัน 

พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ในยามที่อัตราดอกเบี้ยขึ้น นักลงทุนย่อมคาดหวังผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น พันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนต่ำจึงถูกเทขาย เพื่อไปซื้อพันธบัตรใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า  ยกตัวอย่างเช่น หากเราถือพันธบัตรราคา 100 บาท ที่ให้ผลตอบแทน 2% ในช่วงเวลาที่ผลตอบแทนพันธบัตรในตลาด ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 3% หากเราต้องการขายพันธบัตรของเราในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยตลาด 3% เราไม่มีทางขายพันธบัตรเราออกถ้าเราไม่ลดราคาพันธบัตรของเราลงเพื่อให้ผู้ซื้อได้ผลตอบแทนที่ 3% เท่ากับผลตอบแทนในตลาด 

ในทางกลับกัน ในยามที่ดอกเบี้ยลง หากเราถือพันธบัตรราคา 100 บาท ที่ให้ผลตอบแทน 2% แต่ในตลาดให้ผลตอบแทนเพียง 1% หากมีคนอยากซื้อพันธบัตรของเรา เราก็จะไม่มีทางขายพันธบัตรในราคา 100 บาทเด็ดขาด เพราะพันธบัตรของเราให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด หากผู้ซื้ออยากซื้อจริงๆ เขาจะต้องเสนอราคาซื้อที่สูงกว่า 100 บาท เพื่อจูงใจให้เราอยากขายพันธบัตรในยามที่การหาผลตอบแทนในตลาดยากขึ้น 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยมีความสำคัญมากต่อการลงทุนในตลาดพันธบัตร และเพราะตลาดพันธบัตรมีขนาดใหญ่มาก การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสามารถเคลื่อนที่เงินจำนวนมากให้ เข้า หรือ ออก จากตลาดพันธบัตรได้ เมื่อใดก็ตาม เงินเคลื่อนที่เข้าพันธบัตร (อัตราดอกเบี้ยขาลง) มันมักจะหมายถึงการเคลื่อนย้ายเงินจากสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่า เช่น หุ้น ให้กลับไปที่สินทรัพย์ซึ่งความเสี่ยงต่ำกว่าอย่างพันธบัตร และเมื่อใดก็ตาม ที่เงินเคลื่อนที่ออกจากพันธบัตร (อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น) มันมักจะหมายถึงช่วงเวลาที่นักลงทุนกำลังตามหาผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตร และสามารถรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้เพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า หุ้นจึงมักจะขึ้นในยามที่เงินเคลื่อนที่ออกจากพันธบัตร 

admin Macro World

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น