Yield Curve หรือ เส้นผลตอบแทน

คือ เส้นของผลตอบแทนในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เป็นตัวสะท้อนความรู้สึกของนักลงทุนที่มีต่อความเสี่ยงในการลงทุน #พันธบัตร รัฐบาล

เนื่องจาก #พันธบัตร เป็นตราสารหนี้ที่มีกรอบเวลาการลงทุนที่หลากหลาย เช่น พันธบัตรระยะสั้น ลงทุนบนกรอบเวลาไม่เกิน 1 ปี พันธบัตรอายุ 2 ปี 5 ปี 10 ปี ไปจนถึง 30 ปี เป็นต้น ดังนั้นตลาดจึงสามารถมีมุมมองผลตอบแทนที่แตกต่างออกไปตามระยะเวลาพันธบัตร และเนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลที่ขึ้นอยู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ จึงพลอยทำให้ Yield Curve เป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เห็นภาพความคาดหวังต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตได้

ทั้งนี้ ลักษณะของ Yield Curve สามารถแบ่งออกเป็นประเภทได้ดังนี้ 

A picture containing diagram

Description automatically generated

Pic Cr. : colotrust.com 

  1. Normal Yield Curve 

Yield Curve ในสภาวะปกติ เนื่องจากนักลงทุนมองเรื่องความเสี่ยงตามระยะเวลาการลงทุน ดังนั้น ในยามปกติ อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะสั้น จะต่ำกว่าพันธบัตรระยะยาว 

  1. Flat Yield Curve

ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวจนมีลักษณะคล้ายเส้นตรง กล่าวคือ ผลตอบแทนระหว่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวมีความใกล้เคียงกัน 

  1. Inverted Yield Curve

ลักษณะของ Inverted Yield Curve คือลักษณะของความผิดปกติ กล่าวคือ ผลตอบแทนระยะสั้น สูงกว่าผลตอบแทนระยะยาว หากพูดให้เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายกว่านั้น มันคือสถานการณ์ที่การฝากเงินประจำระยะยาว ให้ดอกเบี้ยที่น้อยกว่าออมทรัพย์นั่นเอง ซึ่งการเกิด Inverted Yield Curve เป็นการสะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่มีความเห็นว่าเศรษฐกิจอาจเกิดสภาวะถดถอย (Recession) ได้

ตัวอย่างเพื่อทำความเข้าใจ 

Chart, line chart

Description automatically generatedPic Cr. : Wikipedia

จากภาพ เราจะเห็นว่าแกน X คืออัตราดอกเบี้ย หรือเรียกว่า อัตราผลตอบแทน ก็ได้ ส่วนแกน Y คือระยะเวลาของพันบัตร 

  • เส้นสีแดง แทน Yield Curve หรืออัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่มีการซื้อขายกันในวันที่ 10 กรกฎาคม ปี 2000 

จะเห็นได้ว่าเส้นสีแดงมีลักษณะที่เป็น Inverted Yield Curve อย่างชัดเจน นี่เป็นตลาดก่อนเหตุการณ์ฟองสบู่ Dot Com แตก โดยอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 2 ปี ถึง 30 ปี มีลักษณะที่ผิดปกติ โดยอัตราดอกเบี้ย 2 ปี มีผลตอบแทนมากกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 5 ปี 10 ปี และ 30 ปี ก่อนที่ในที่สุดจะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยจริงๆ 

  • เส้นสีส้ม แทน Yield Curve หรืออัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่มีการซื้อขายกันในวันที่ 22 ตุลาคม ปี 2007

ตุลาคม 2007 ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ตลาดเริ่มได้กลิ่นความไม่แน่นอนของตลาดหลังจาก Bear Stearns เริ่มมีปัญหาเรื่องพันธบัตรสินเชื่อบ้าน พันธบัตรอายุ 3 เดือนและ 2 ปี เกิดการ inverted ซึ่งกันและกัน แต่พันธบัตรระยะยาวกว่านั้นยังอยู่ในสถานการณ์ปกติ เราสามารถอ่านได้ว่าตลาดเริ่มมีความไม่มั่นใจในสภาวะเศรษฐกิจอันใกล้ แต่ยังคิดว่าในระยะที่ยาวกว่า 2 ปี เศรษฐกิจน่าจะมีการเจริญเติบโต

นอกจากนั้น อาจจะมองได้อีกอย่างหนึ่ง คือตลาดเห็นความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น จึงเห็นความน่าจะเป็นที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพื่อช่วยเหลือตลาด และ Fed ก็ได้เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยจริงๆ ในเดือนกันยายน 

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่า Fed ลดอัตราดอกเบี้ยตามความคิดเห็นของตลาด แต่ตลาดมีหน้าที่ต้องคาดการณ์สิ่งที่เกิดในอนาคตข้างหน้า ดังนั้น ตลาดจึงมักจะ ‘Front Run’ หรือมีพฤติกรรมนำหน้านโยบายทางการเงินโดยธนาคารกลางอยู่เสมอ

  • เส้นสีเขียว แทน Yield Curve หรืออัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่มีการซื้อขายกันในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปี 2011 

ปี 2011 เป็นช่วงหลัง Hamburger Crisis ซึ่งผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเนื่องจาก Fed ดำเนินนโยบายกดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0 รวมไปถึงทำนโยบาย QE ที่เป็นการเข้าซื้อพันธบัตรในตลาด ดังนั้น ช่วงปี 2011 จึงเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการขยายตัว เราจึงได้เห็นว่า Yield Curve มีลักษณะที่เป็นปกติ คืออัตราดอกเบี้ยในระยะยาวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 

แต่สิ่งที่ต้องสังเกตคือ ลักษณะ Yield Curve มีความชันที่มากกว่าธรรมดา กล่าวคือ ยิ่งอายุพันธบัตรยิ่งมาก อัตราผลตอบแทนยิ่งสูง  นี่คือลักษณะสัญญาณที่บอกว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัวที่มากกว่าปกติ ซึ่งส่วนมากสภาวะแบบนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เศรษฐกิจจึงมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เร็วกว่าในสภาวะปกติ 

  • เส้นสีน้ำเงิน แทน Yield Curve หรืออัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่มีการซื้อขายกันในวันที่ 31 มกราคม ปี 2018 

จากรูป เป็น Yield Curve ที่มีลักษณะปกติ คืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวมากกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยังคงมองว่าเศรษฐกิจยังสามารถเจริญเติบโตได้

อย่างไรก็ดี Yield Curve นั้นเคลื่อนไหวทุกวัน และตลอดเวลา ดังนั้น การอ่านความหมายของ Yield Curve ไม่ใช่แค่การอ่านความหมายเฉพาะในแต่ละวัน แต่การอ่าน Yield Curve ให้มีประสิทธิภาพ ต้องอ่าน ‘การเคลื่อนไหว’ ของ Yield Curve ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 

ตัวอย่างเช่น Yield Curve เส้นสีเขียวในปี 2011 นั้นมีลักษณะชันกว่า Yield Curve สีน้ำเงิน ย่อมหมายถึง หลังจากเมื่อเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเวลาผ่านไป ลักษณะของ Yield Curve นั้นมีลักษณะที่ ‘Flat’  หรือ แบนราบ มากขึ้น จึงแปลว่าเศรษฐกิจมีการเติบโตบนความเร่งที่ลดลง 

และหากเวลาผ่านไป Yield Curve มีลักษณะที่แบนราบมากขึ้นไปอีก ย่อมเป็นความหมายว่าตลาดเห็นเศรษฐกิจที่เติบโตลดลงเรื่อยๆ 

Chart, line chart

Description automatically generated

จากภาพ เป็นผลต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 2 ปีและ 10 ปี ซึ่งในปี 2019 มีผลต่างแตะที่ 0% 

ในขณะที่เดือนมกราคม 2018 ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ยังให้ผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตรอายุ 2 ปี แต่ในเดือนกันยายน ปี 2019 ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี กลับไม่แตกต่างจากพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งแปลว่า Yield Curve เมื่อเทียบพันธบัตร 2 และ 10 ปี มีลักษณะเป็นเส้นตรง หรือ ‘แบนราบ’ อย่างสนิท ก่อนที่จะเริ่ม inverted คือผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ต่ำกว่า 2 ปี หลังจากนั้นอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง 

ดังนั้น Yield Curve จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้เราสามารถอ่านแนวโน้มของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจเรื่องราวภาพรวมได้ล่วงหน้า ไม่เกิดความตื่นตกใจเวลาเกิดตลาดตื่นตระหนก ถือเป็นเครื่องมือที่ดีมากที่สุดตัวหนึ่งในการอ่าน ‘แนวโน้ม’ ของเศรษฐกิจและตลาด 

admin Macro World

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น